เปิด 5 ช่องทาง Marketing Online ช่วยโปรโมทธุรกิจ ในวิกฤติโควิด-19

Posted 18 พฤษภาคม By gorillaideasIn Blog

ในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ด้วยผลกระทบจากโรคโควิด-19 ทำให้ประชนทุกคนต้องอยู่บ้านตามนโยบาย “อยู่บ้าน หยุดเชื้อ เพื่อชาติ” ส่งผลให้พฤติกรรมการซื้อขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์เพิ่มขึ้นหลายร้อยเท่า ซึ่งจากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ หรือ สำนักงาน กสทช. ที่เปรียบเทียบการใช้งานแพลตฟอร์มออนไลน์ของคนไทย ระหว่างเดือนมกราคมถึงเดือนกุมภาพันธ์ 2563 ทำให้เห็นว่าพบว่า แพลตฟอร์มช้อปปิ้งออนไลน์ มียอดการเข้าใช้บริการเพิ่มขึ้น เช่น Shopee เพิ่มขึ้นกว่า 478.6% และ Lazada เพิ่ม 121.5% เป็นต้น

และยอดซื้อขายออนไลน์ก็ยังคงมีแนวโน้มเติบโตอย่างต่อเนื่อง ทำให้ตอนนี้แพลตฟอร์มออนไลน์ต่างๆเต็มไปด้วยจำนวนผู้ซื้อและผู้ขายทั้งหน้าเก่าและหน้าใหม่อย่างล้นหลาม และด้วยจำนวนที่เพิ่มมากขึ้นนี้ ก็ทำให้เกิดการแข่งขันและเกิดส่วนแบ่งทางการตลาดที่เพิ่มมากขึ้นตามมาด้วยเช่นกัน วันนี้กอริลล่าจะพาทุกท่านมารู้จักตัวช่วยสำคัญที่จะทำให้ธุรกิจของเราโดดเด่น แตกต่าง และดึงดูดลูกค้าได้มากกว่าคนอื่น นั่นก็คือการทำ Marketing Online ครับ

 

Marketing Online หรือ การตลาดออนไลน์ คือ  การทำการตลาดบนสื่อหรือช่องทางออนไลน์เพื่อให้สินค้าของเรามีคนรู้จักมากขึ้น เช่น โฆษณาในYoutube โฆษณาผ่านFacebook เป็นต้น ซึ่งในปัจจุบันมีช่องทางในการทำ Marketing Online มากมาย แต่กอริลล่าจะแนะนำ 5 ช่องทางที่ได้รับความนิยมและเข้าถึงผู้บริโภคได้ง่ายๆในยุคนี้ มาเริ่มกันเลยครับ

 

  1. Youtube 

หนึ่งในช่องทางยอดนิยมที่สามารถเข้าถึงได้เกือบทุกมุมโลก ประกอบกับช่วงนี้รายการทีวีหลักอาจไม่ค่อยมีเนื้อหาใหม่ๆมาให้ชมกันอย่างต่อเนื่องเพราะผลกระทบจากโควิด-19 จึงเป็นโอกาสที่ผู้บริโภคจะหันมาเสพเนื้อหาจากทาง youtubeมากขึ้น ทั้งงานวีดีโอ ภาพยนตร์ ละคร และ Vlog ต่างๆ โดยสถิติในปี 2019 ที่ผ่านมา พบว่า

 

  • 95% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตสามารถเข้าถึง YouTube ได้
  • 67% ของคนในยุค Millennials เลือกที่จะดู YouTube มากกว่าการดูโทรทัศน์
  • กลุ่มผู้ใช้อายุ 35 – 55 ปี เป็นกลุ่มผู้ใช้ที่เติบโตไวที่สุดบน YouTube
  • ปัจจุบัน YouTube มี Content Creator กว่า 50 ล้าน Account
  • 9% ของธุรกิจขนาดเล็กมี Account อยู่บน YouTube
  • 37% ของผู้ใช้อายุ 18 – 34 ปี ชื่นชอบการ Binge-Watching หรือการดูคอนเทนต์แบบรวดเดียวจบ

 

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.marketingoops.com/exclusive/how-to/3-technic-advertising-youtube/

 

จะเห็นได้ว่ามีการใช้ youtube ในเกือบทุกพื้นที่ และมีปริมาณการเข้าใช้ต่อครั้งเฉลี่ยได้ถึง 1 ชม. โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่อายุที่ยังเล่นโซเชียลเป็นหลักมีการเข้าถึง youtube เยอะที่สุด ซึ่งปัจจุบันคอนเทนต์โฆษณาทางยูทูปที่เราเห็นได้บ่อยๆคือการ ดูวีดีโอโฆษณาก่อนเข้าคอนเทนต์พร้อมเสียง แม้จะผ่านตา 5 วินาทีก่อนกด skip แต่ก็สร้างการจดจำได้มาก และอีกทางหนึ่งคือการให้ยูทูปเบอร์ชื่อดังโปรโมทหรือรีวิวสินค้าผ่านช่องทางของตัวเอง ซึ่งจะมียอดผู้ชมในช่องที่ subscribed จำนวนมาก ตรงนี้ก็จะสร้างความเข้าใจในตัวสินค้าและสร้างความอยากซื้อได้มากขึ้น เพราะจะมีช่วงเวลาที่คนต้องจดจำและดูกว่าปกติ สร้างโอกาสในการขายและเพิ่มการรับรู้ให้กับตัวสินค้าได้มากโดยไม่รู้สึกยัดเยียดจนเกินไป เพราะผู้ชมมักจะรู้อยู่แล้วว่า ทั้งหมดคือการโฆษณาสินค้า ก็ช่วยสร้างทั้งยอดขายและการจดจำต่อสินค้าได้ชัดเจนมากทีเดียวครับ

 

2.Webbord 

อีกหนึ่งช่องทางที่แตกแขนงออกไปเป็นหลายเว็บไซต์รวบรวมกลุ่มเป้าหมายของแต่ละเว็บไว้อย่างชัดเจน มีตั้งแต่พูดคุยถึงเรื่องทำอาหาร สร้างบ้าน การเงิน สังคม ไปจนถึงสุขภาพ คุณภาพชีวิต โดยจะเป็นได้ทั้งการตั้งกระทู้คำถาม ตอบข้อสงสัย และรีวิว โดยเฉพาะสินค้าข้าวของอุปโภคบริโภคต่างๆ ปัจจุบันเว็บไซต์ที่เราคุ้นหน้าคุ้นตาที่สุดในการรีวิวและพูดถึงมักจะเป็นเว็บไซต์ยอดนิยมที่มีคนกดเข้าไปจำนวนมากต่อวัน เช่น pantip , dek-d , sanook , Mthai , kapook ฯลฯ โดยเฉพาะ pantip ที่มียอดคนเข้าชมสูงมากจากข้อมูลแสดงให้เห็นว่า ในปี 2019 ที่ผ่านมา วันๆหนึ่งมีผู้เข้าชมไม่ต่ำกว่า 15 ล้านกระทู้ต่อวันเลยทีเดียว

 

  • ปัจจุบันมีผู้ใช้บริการเว็บไซต์กว่า 4.2 ล้านคน / วัน
  • ครอบคลุมทุกเรื่องราวในสังคม โดยแบ่งหมวดหมู่ออกเป็น 38 ห้อง และกว่า 12,000 Tags
  • ผู้ใช้อ่านกระทู้รวมกันทั้งหมดเฉลี่ยน 15 ล้านกระทู้ / วัน

 

ขอบคุณข้อมูลจาก  https://www.thumbsup.in.th/pantip-101

 

ซึ่งสิ่งที่ทำให้ pantip มีจำนวนผู้เข้าชมเว็บไซต์ต่อวันมากขนาดนี้และกลายเป็นพื้นที่ในการโฆษณาสินค้าบนออนไลน์ที่ดีที่สุดอีกเว็บหนึ่ง เพราะ pantip ได้มีการจัดเก็บแยกหมวดหมู่ของเนื้อหามากถึง 38 แท็กออนไลน์ จึงทำให้นักการตลาดและผู้ชมสามารถกดเข้าไปดูเนื้อหาตามความสนใจได้อย่างชัดเจน ทั้งนี้ ตัวสินค้าจะได้รับการโฆษณาโดยอัตโนมัติเมื่อถูกนำมารีวิวโดยผู้ใช้จริงบนเว็บบอร์ดต่างๆ หรือเจ้าของแบรนด์จะจ้างนักรีวิวมาทำกระทู้รีวิวเองก็ได้เช่นกัน ส่วนผลตอบรับจะดีมากหรือน้อยนั้นขึ้นอยู่กับความเป็นมืออาชีพของนักรีวิว ความน่าสนใจของหัวข้อกระทู้และตัวเนื้อหาด้วย  นอกจากนี้ หลายๆเว็บไซต์ก็ได้เปิดพื้นที่โฆษณาอย่างชัดเจนที่เป็นของทางเว็บไซต์เองเพื่อเปิดพื้นที่ให้เจ้าของสินค้าได้เข้ามารีวิวเองตรงๆได้ง่ายขึ้นครับ

 

3.Twitter

แพลตฟอร์มที่มาแรงที่สุดในไทยตอนนี้ และมีแนวโน้มว่าจะแรงขึ้นเรื่อยๆ ด้วยจำนวนผู้ใช้ที่เพิ่มขึ้น ทำให้ทวิตเตอร์ เป็นอีกช่องทางสำหรับการโปรโมทสินค้าและเข้าถึงผู้บริโภคได้อย่างตรงจุดและกว้างขวาง โดยไม่ต้องใช้เงินหรือเสียแรงครั้งละมากๆ โดยข้อมูลอ้างอิงพบว่า

 

  • ในปีที่ผ่านมา สัดส่วนผู้ใช้ Twitter ของไทยแบ่งเป็นเพศหญิง 51% เพศชาย 49% แต่ในปี 2020 สัดส่วนของผู้หญิงที่ใช้ Twitter มีมากขึ้นถึง 78% และผู้ชายลดลงเหลือ 21.9% (ข้อมูลอ้างอิงจาก https://adaddictth.com/2020/02/19/digital-thailand-2020/)
  • ช่วงวัยที่ใช้งานมากที่สุด ได้แก่ อายุ 16-24 ปี (40%), อายุ 25-34 ปี (26%), อายุ 35-44 ปี (19%), อายุ 45-54 ปี (11%) และอายุ 55-64 ปี (4%) น่าสนใจตรงที่ตัวเลขของคนวัยทำงานที่มีอายุ 25-44 ปี มีสัดส่วนรวมกันมากถึง 45% ถือว่าสูงที่สุดในกลุ่มผู้ใช้งาน
  • คนไทยพูดถึงอะไรบน Twitter อย่างแรกเลยคือ เพลง (77%) นอกจากนั้นก็เป็นภาพยนตร์ (68%), อาหาร (68%), การเดินทาง (60%), เกม (57%), การเงิน (57%), แฟชั่น (52%) และรถยนต์ (51%)

 

ขอบคุณข้อมูลจาก https://www.aware.co.th/it-jobs/th/what-makes-thailands-twitter-sphere-so-unique/

 

ซึ่งนอกจากกลุ่มเป้าหมายจะใช้ทวิตเตอร์เพื่ออัพเดทข่าวสาร สร้างเครือข่ายสังคมและเพื่อแลกเปลี่ยนบทสนทนาแล้วยังใช้เพื่อทำการโปรโมทสินค้าต่างๆได้ โดยผ่านทางการใช้ # (แฮชแท็ก) ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นแฮชแท็กยอดฮิตที่เราสามารถโปรโมทสินค้าได้อย่างเนียนๆอย่าง #อร่อยไปแดก #โปรเด็ด #ชี้เป้าโปรแรง ไปจนถึงรีวิวสินค้าที่อยากบอกต่อให้คนไปซื้อก็จะมีแฮชแท็ก  #ไว้รีวิวห้ามขายของโว้ยย หรือ #ใช้ดีบอกต่อ เป็นต้น เพื่อเป็นการชี้ช่องทางโปรโมทที่ชัดเจน ทำให้ผู้ขายสามารถเจาะกลุ่มเป้าหมายและลูกค้าได้ตรงตามความต้องการอีกด้วยครับ

 

  1. Facebook

มาถึงแพลตฟอร์มที่ฮิตที่สุดของคนไทยและมีจำนวนสถิตผู้ใช้สูงที่สุดในไทยอย่าง Facebook กันบ้างครับ ที่แม้จะมีจำนวนผู้ใช้งานลดลงแต่ก็ยังขึ้นเป็นอันดับ 1 ของแพลตฟอร์มที่คนไทยนิยมใช้ที่สุดในประเทศไทยและหลากหลายช่วงอายุกว่าแพลตฟอร์มอื่นๆ จากข้อมูลงาน Thailand Zocial Awards 2019 ระบุว่าในประเทศไทยนั้นมีผู้ที่เข้าใช้งานเฟซบุ๊กทุก ๆ วันมากถึง 37 ล้านบัญชี ซึ่ง 98 เปอร์เซ็นต์ของผู้ใช้งานในไทยต่างเล่นเฟซบุ๊กผ่านสมาร์ทโฟนเกือบทั้งหมดเลยทีเดียว

 

  • “ประเทศไทย” ที่มีผู้ใช้งาน Facebook ลดลง 2.0%
  • “ประเทศไทย” ติดอันดับ 1 ของ Organic Post Reach สะท้อนได้ว่าแม้ยอดผู้ใช้งาน Facebook ลดลง แต่ยังคงเป็นแพลตฟอร์ม Social Media หลักที่คนไทยใช้กันอยู่มาก
  •  จากตอนแรกที่ Facebook เริ่มเปิดออฟฟิศในไทยมีผู้ใช้ที่ 51 ล้าน แต่ตอนนี้ขยับมาเป็น 53 ล้านแล้ว  

 

เรียกได้ว่าเกินกว่าครึ่งของคนทั้งประเทศไทยต่างมีบัญชีเฟซบุ๊กกันถ้วนหน้า ส่งผลให้เฟซบุ๊กมีการเปิดช่องทางในการโปรโมทสินค้าให้กับผู้ใช้บริการมากขึ้น โดยวิธีที่นิยมใช้กันมากที่สุดคือ  การยิงโฆษณาโปรโมทเพจเพื่อเพิ่มความถี่ในการมองเห็น ที่สามารถจ่ายเงินและเพิ่มความถี่ในการยิงโฆษณาได้เลยตามกำลังทรัพย์ รวมไปถึงการสร้างแฮชแท็กให้กับสินค้าและการจ้างอินฟลูเอนเซอร์ เพจและบล็อกเกอร์ต่างๆในการโปรโมทสินค้าของตัวเองเพื่อให้เข้าถึงกลุ่มคนมากขึ้น อีกทั้งเนื้อหาของแต่ละเพจยังช่วยแบ่งแยกกลุ่มเป้าหมายได้อย่างชัดเจนทำให้การโปรโมทสินค้าบน Facebook เป็นไปได้อย่างตรงจุดด้วยครับ

 

5.Instagram 

แพลตฟอร์มที่กำลังเติบโตสูงสุดในกลุ่มคนยุคใหม่ เป็นแพลตฟอร์มที่มองเผินๆเหมือนการแชร์รูปภาพให้ดูเฉยๆ แต่จริงๆคือการแชร์ไลฟ์สไตล์และเรียกกลุ่มคนที่เป็นแบบเดียวกัน ให้มาติดตามกันและกันเอง จากสถิติผู้ใช้ Instagram ในไทยมีข้อมูลที่น่าสนใจว่า

 

  • 7.1 ล้านคนคือ ผู้ใช้จำนวนในไทย
  • 84% ของผู้ใช้งานสำเร็จการศึกษาในระดับมหาวิทยาลัย มีรายได้เฉลี่ยกว่าผู้ใช้งานทั่วไป 1.5 เท่า
  • หญิง 59% ชาย 41% คือสัดส่วนผู้ใช้ Instagram ในไทย
  • 21 นาที คือเวลาเฉลี่ยที่ใช้ใน Instagram ต่อวัน

 

จะเห็นได้ว่า ถึงจำนวนผู้ใช้ในไอจีจำมีจำนวนน้อยกว่าแพลตฟอร์มอื่นๆ แต่ข้อมูลก็บอกถึงจำนวนรายได้ของผู้ใช้ว่าสูงกว่าผู้ใช้งานทั่วไปมากถึง 1.5 เท่า นั่นหมายถึงกลุ่มผู้ใช้มีกำลังในการซื้อมากกว่า จึงเท่ากับว่า มีโอกาสซื้อสินค้ามากกว่า ซึ่งจากปัจจุบันผู้ประกอบการได้ใช้ Instagram ในการโปรโมทสินค้ามากมาย โดยสามารถโปรโมทผ่านแฮชแท็กทั่วๆไปอย่าง ของใช้ส่วนตัว เสื้อผ้า แฟชั่น เครื่องสำอาง ที่สามารถค้นหาด้วยคำได้ง่าย และยังสามารถโปรโมทผ่านอินฟลูเอนเซอร์หรือผู้ที่มีจำนวนยอด Follower เยอะ เพื่อเปิดการเข้าถึงในกลุ่มตลาดที่ต้องการได้ครับ

 

จากทั้งหมดที่กอริลล่าได้รวบรวมมาจะเห็นชัดเลยว่า จำนวนผู้ใช้งานในแต่ละแพลทฟอร์มน่าสนใจจริงๆครับ เพราะมีสถิติการใช้งานที่สูงมากๆ แถมในช่วงสถานการณ์แบบนี้ก็ยิ่งเติบโตเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ นับเป็นอีกช่องทางที่ผู้ขายและผู้ซื้อจะมาพบเจอกันและมีอัตราการซื้อที่สูงไม่น้อยเลยทีเดียว ซึ่งกอริลล่าขอแนะนำเพิ่มเติมว่า หากจะโปรโมทโดยใช้ช่องทางนี้ก็อย่าลืมศึกษาหาข้อมูลและพฤติกรรมผู้บริโภคอย่างละเอียดเพื่อให้เกิดผลลัพธ์ในการโปรโมทสินค้าสูงสุดกันนะครับ หรือถ้าอยากได้คำแนะนำทางการตลาดออนไลน์ก็สามารถปรึกษากอริลล่าได้ตลอดเวลาเลย กอริลล่าสแตนด์บายรอช่วยเพื่อนๆขับเคลื่อนธุรกิจในทุกสถานการณ์ครับผม

 Previous  All works Next